ข้อมูลจากจังหวัดอุบลราชธานี
1. พันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์
ใช้พันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาดคือขาวดอกมะลิ 105 และ กข15
2. การเตรียมดินและวิธีปลูก
ควรปลูกโดยวิธีปักดำเพื่อสะดวกในการกำจัดวัชพืช
การเตรียมดินทำได้โดยใช้รถแทรกเตอร์หรือรถไถนาเดินตามไถดะเตรียมดินช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม
จากนั้นตกกล้าในเดือนมิถุนายน- กรกฎาคม แล้วไถแปร-คราดน้ำขัง
แล้วถอนกล้าข้าวมาปักดำในเดือนกรกฎาคม- สิงหาคม
3. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ในเบื้องต้นมีการไถกลบตอซังข้าวในนา
นำฟางข้าวมาทำเป็นปุ๋ยหมักผสมกับปุ๋ยคอกแล้วนำกลับไปใส่ในนา
ในนาปักดำควรปลูกพืชปุ๋ยสดร่วมด้วยโดยหว่านเมล็ดพืชปุ๋ยสดประมาณ 2
เดือนก่อนปักดำเพื่อให้พืชปุ๋ยสดเจริญเติบโตและสะสมน้ำหนักแห้งในปริมาณที่มากพอ
ซึ่งชนิดพืชปุ๋ยสดที่มีศักยภาพสำหรับปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนนามีหลายชนิด
เช่นถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนอัฟริกัน ถั่วขอ เป็นต้น
4. การควบคุมน้ำและควบคุมวัชพืช
การทำนาดำช่วยควบคุมวัชพืชได้เป็นอย่างดี
รวมทั้งการดูแลคันนาเพื่อรักษาระดับน้ำขังในนาให้พอดีกับการเจริญเติบโตของข้าว
ก็เป็นการควบคุมวัชพืชอย่างได้ผล
5. การป้องกันกำจัดศัตรูข้าว
ศัตรูข้าวที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีคือโรคไหม้ที่จะรุนแรงในบางปี อย่างไรก็ตามเกษตรกรไม่ได้มีการป้องกันกำจัด
6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยว
คุณภาพของข้าวได้รับผลกระทบจากขั้นตอนนี้มาก
โดยเฉพาะจากการตกของฝนช่วงก่อน – หลังการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม
การจัดการแบบดั้งเดิมก็ใช้ได้ผลดี คือ
ระบายน้ำออกนาให้แห้งพอดีในช่วงที่ข้าวสุกแก่
ใช้คนเก็บเกี่ยวแล้วตากสุ่มซัง 3-4 วัน
หลังจากนั้นนำมารวมกองไว้รอคนนวดหรือใช้เครื่องนวด กองไว้ได้นานกว่า 30 วัน
โดยข้าวยังคงมีคุณภาพดี
การใช้เครื่องนวดข้าวจะต้องระวังกรณีที่เปลี่ยนจากข้าวเหนียวเป็นข้าวเจ้า
เพราะจะเกิดการปนของข้าวที่ติดอยู่ในเครื่องนวด
จึงต้องเป่าหรือล้างทำความสะอาดเครื่องนวดก่อน
ข้าวเปลือกที่ได้จะมีความชื้นเฉลี่ย 13-15 % ตามมาตรฐาน
นำไปเก็บรักษาในยุ้งฉางหรือใส่กระสอบป่านที่ทำความสะอาดและคัดชิ้นส่วนข้าวที่ติดมากับกระสอบเดิมแล้ว
ทั้งนี้ จะต้องติดรหัสของนาข้าวหรือของเกษตรกรที่กระสอบข้าวด้วย
7. ระบบพืช/ระบบเกษตร
มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยเงื่อนไขเป็นพื้นที่นาน้ำฝน
ทำให้การปลูกพืชฤดูแล้งทำได้ยาก จึงมีเพียงการปลูกพืชปุ๋ยสดก่อนนา เช่น
ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนอัฟริกัน ถั่วขอ เป็นต้น
พื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวส่วนใหญ่จะปล่อยสัตว์เลี้ยง คือ วัว ควาย
เข้าไปกินหญ้าและฟางข้าวเป็นอาหาร
ข้อมูลจากจังหวัดสุรินทร์
1. พันธุ์ข้าว

2. การเตรียมดิน
ใช้รถแทรกเตอร์ไถกลบฟางเดือนธันวาคม
หรือปล่อยไว้ให้วัวควายแทะเล็ม พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ และ มีนาคม
เมื่อมีฝนพอให้ไถสะดวก จึงทำการปลูกพืชสดบำรุงดิน เช่น โสนอัฟริกัน
ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม โดยหว่านอัตรา 5 -10กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นอยู่กับขนาดเมล็ด
เมื่อพืชเจริญเติบโตและสามารถให้ผลผลิต
ให้ทำการเก็บผลผลิตไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ต่อไป
หรือหากไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก็ให้ไถกลบเมื่อพืชสดอยู่ในระยะออกดอก
ราวเดือนพฤษภาคม การไถกลบพืชสดอาจถือเป็นการไถดะ
3. วิธีปลูก
-การปลูกแบบหว่าน ไถเตรียมดิน ปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอแล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวอัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ เสร็จแล้วจึงคราดกลบ
- การปลูกแบบปักดำ ไถแปรและคราดทำเทือก และปักดำระยะระหว่างแถว 20 เซนติเมตรและระยะระหว่างต้น 20 เซนติเมตร
4. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ดินนาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนมากเป็นดินร่วนปนทราย
ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีอินทรียวัตถุในดินต่ำกว่าร้อยละ 1
มีปริมาณฟอสฟอรัสต่ำกว่า 10 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม
มีปริมาณโพแทสเซียมต่ำกว่า 30 มิลลิกรัมต่อดิน 1 กิโลกรัม
ดินมีความเป็นกรดจัด (pH 4.5 – 5.4)
ดังนั้นการปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นจึงต้องมีการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
4.1 การไถกลบฟาง เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ
การไถกลบฟางเพื่อเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุและป้องกันการเผาฟางในนา ปัจจุบัน
(ปี 2549) น้ำมันแพงมาก (29 บาท/ลิตร)
การไถกลบฟางอาจละเว้นได้แต่ห้ามเผาฟางและมีข้อดี คือ เป็นอาหารของวัว
ควายที่นำออกไปเลี้ยงในทุ่งและประหยัดน้ำมัน
4.2 การปลูกพืชบำรุงดิน
พืชที่ปลูกบำรุงดินมักจะปลูกหลังจากเสร็จจากการเก็บเกี่ยว
จนถึงเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉางเสร็จแล้ว จึงทำการไถเพื่อปลูกพืชบำรุงดิน
การปลูกในช่วงนี้อาศัยความชื้นที่เหลืออยู่ในดิน
การเจริญเติบโตของพืชบำรุงดินไม่ค่อยดีเนื่องจากไม่มีฝน แห้งแล้ง
การปลูกพืชบำรุงดินในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม
หากปลูกในระยะนี้พืชสดบำรุงดินบางชนิดให้ผลผลิตสามารถเก็บเมล็ดไว้ปลูกฤดูต่อไป
ถ้าปลูกเดือนเมษายน – พฤษภาคม พืชสดบำรุงดินเจริญเติบโตประมาณ 40-50 วัน
จึงไถกลบเป็นปุ๋ยบำรุงดิน
พืชบำรุงดินที่เจริญเติบโตในสภาพนาและให้ปริมาณมวลชีวภาพ
เรียงจากมากไปหาน้อย คือโสนอัฟริกัน ถั่วพร้า ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วเขียว
น้ำหนักสดของพืชควรได้มากกว่า 1 ตัน จึงจะทำให้ต้นข้าวที่ปลูกตามงาม
4.3 การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่าง ๆ
4.3.1 การใส่ปุ๋ยคอก
วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือในการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
คือ การใส่ปุ๋ยคอกที่ได้จากคอกวัว – ควายของชาวนาเอง
ปริมาณที่ใส่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ปริมาณของปุ๋ยคอกที่มี
เมื่อนำไปถึงที่นาจะกองไว้เป็นกองเล็ก ๆ กระจายอยู่ในกระทงนา
(น้ำหนักประมาณ 300 – 500 กิโลกรัมต่อไร่)
4.3.2 การใส่ปุ๋ยหมัก
จากผลการวิจัยการใส่ปุ๋ยหมัก 500 – 1000 กิโลกรัมต่อไร่
ช่วยทำให้ดินดีและผลผลิตดีขึ้น
แต่การใส่ปุ๋ยหมักในนาไม่เป็นการปฏิบัติที่ปกติของชาวนา
หากเป็นการกระทำที่พิเศษ โดยมีหน่วยงานของรัฐไปส่งเสริมให้ทำ
เมื่อสิ้นสุดโครงการของหน่วยงานที่ออกไปส่งเสริม
การทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในนาก็จะสิ้นสุด การทำปุ๋ยหมักต้องใช้ทุน
วัสดุอุปกรณ์ และแรงงานค่อนข้างสูง ดังนั้น หากมีชาวนากลุ่มใด หรือ
คนใดทำปุ๋ยหมักเพื่อใส่ในไร่นา ถือว่าเป็นชาวนาที่ขยัน และอดทน
เพื่อทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินดีขึ้นอย่างแท้จริง
4.3.3 การใส่ฟางข้าว ใบไม้ต่าง
ๆ โปรยฟางข้าว ใบไม้ต่าง ๆ ในนาประมาณ 500 กิโลกรัมต่อไร่
การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน ไม่มีสูตรเฉพาะ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณ
ของวัสดุที่เกษตรกรมีอยู่ และความสามารถในการปฏิบัติแบบที่เหมาะสมกับตนเอง
5. อารักขาพืช
การป้องกันกำจัดวัชพืชในนาข้าวอินทรีย์ให้ใช้แรงงานถอน
หรือใช้วิธีการเตรียมดินอย่างดี เช่นไถดะ ซึ่งเป็นการไถกลบหญ้า ฟาง
ถ้ามีการคราดก่อนหว่านข้าวหรือก่อนปักดำก็จะคราดเอาวัชพืชออกจากนาด้วย
การทำนาหว่านข้าวแห้งแล้วใช้เมล็ดพันธุ์อัตราสูงกว่าปกติ เช่น 20
กิโลกรัมต่อไร่ หรือทำนาแบบปักดำถี่ ทำให้มีปริมาณของต้นข้าวในนามาก
จะแข่งขันกับวัชพืชได้ดีกว่าปักดำห่าง หรือใช้อัตราเมล็ดพันธุ์หว่านต่ำ
6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยว
ก่อนการเก็บเกี่ยว ถ้ามีน้ำขังอยู่ในนาจะระบายน้ำออกให้แห้งพอดีในระยะเก็บเกี่ยว เพื่อความสะดวกในการ
เกี่ยว และรวงข้าวจะได้สุกแก่พร้อมกันวิธีเก็บเกี่ยว
มีทั้งใช้แรงคนเกี่ยว และรถเกี่ยวนวด การใช้แรงงารนคนเก็บเกี่ยว
จะตากฟ่อนข้าวไว้ในนา 3 – 4 วัน แล้วเก็บฟ่อนรวมไว้ตามคันนา
ซึ่งการรวมฟ่อนก่อนนวดจะเก็บไว้อาจนานถึง 30–40 วัน
เนื่องจากการเก็บเกี่ยวด้วยแรงงานคนต้องใช้เวลานานหลายรอจนกว่าจะเกี่ยวเสร็จทั้งหมดจึงจะทำการนวด
การใช้รถนวดข้าวต้องเป่าทำความสะอาดเครื่องนวดก่อน
ป้องกันการปนเปื้อนจากเมล็ดข้าวที่ค้างอยู่ในเครื่อง
และแยกเมล็ดข้าวที่นวดก่อนออก 1 – 2 กระสอบ
แล้วจึงเก็บเมล็ดข้าวเป็นข้าวอินทรีย์
การใช้รถเกี่ยวนวด จะเกี่ยวนวดข้าวอินทรีย์แยกออกประมาณ 3–4
กระสอบเพื่อล้างเครื่องไม่ให้เมล็ดข้าวอินทรีย์ปนเปื้อนจากเมล็ดข้าวที่ตกค้างอยู่ในเครื่อง
จนแน่ใจว่าข้าวที่จะเก็บเป็นเมล็ดข้าวที่ผลิตโดยวิธีเกษตรอินทรีย์
จากนั้นนำเมล็ดข้าวไปตากให้แห้ง
7. ระบบพืช/ระบบเกษตร
การปลูกพืชหลังนายังไม่สามารถทำได้เนื่องจากหลังเก็บเกี่ยวข้าวจะเป็นฤดูแล้ง
ไม่ค่อยมีความชื้นในดินที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจได้
แต่มีบางแห่งสามารถปลูกถั่วลิสงก่อนนา พืชอายุสั้นเช่นถั่วเขียว ถั่วพุ่ม
เมื่อปลูกก่อนนาอาจรอจนเก็บเมล็ดได้
เกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์ควรเลี้ยงวัวควายเพราะนอกจากจะได้ขาย
ยังได้มูลเป็นปุ๋ยคอกใส่ในนา