ในพื้นที่นี้
แต่เดิมก่อนปี พ.ศ. 2540 เกษตรกรปลูกข้าว พันธุ์พื้นเมืองเช่นพันธุ์ช่อเบา
จำปาเหลืองและไข่มดริ้น ไว้เพื่อการบริโภคและจำหน่าย บางส่วน
ดินนามีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ-ปานกลาง ปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอตลอดฤดูปลูก
มีการใช้รถไถเดินตามและรถแทรกเตอร์
รวมทั้งเครื่องนวดข้าวเป็นเครื่องจักรกลช่วยทุ่นแรงในการทำนา
ส่วนใหญ่ปลูกข้าวแบบปักดำ
และเริ่มมีการปลูกแบบหว่านข้าวแห้งในนาลุ่มแล้วบ้าง
มีการใส่ปุ๋ยเคมีที่นำมาซึ่งปัญหาโรคไหม้และการทำลายของแมลงในบางปี
ซึ่งยังไม่มีการป้องกันกำจัดเพราะเสียหายเพียงบางส่วน
ด้านสัตว์ศัตรูข้าวนั้น ด้วยการทำนาในเวลาใกล้เคียงกันเป็นบริเวณกว้าง
ช่วยกระจายการทำลายได้
และการดักจับมาบริโภคยังช่วยควบคุมปริมาณศัตรูพืชได้ดี
การเก็บเกี่ยวด้วยแรงคนแล้วตากสุ่มซังในนา 3-4 วัน
ทำให้ได้ข้าวเปลือกที่มีความชื้น 13-15 % นำไปเก็บรักษาหรือจำหน่ายได้เลย
ในการจัดทำแผนการเพาะปลูกข้าวอินทรีย์
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมานั้น
ได้พิจารณาใช้เทคนิควิธีการเดิมที่ไม่ขัดกับระบบเกษตรอินทรีย์
แล้วพัฒนาวิธีการทดแทนการใช้สารเคมีเดิม
โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าการผลิตข้าวอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร
และการศึกษาดูงานของกลุ่มต่างๆ ร่วมกับข้อคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง
โดยมีหลักการให้หมุนเวียนใช้ทรัพยากรในพื้นที่
และจะต้องพิจารณาต้นทุนการผลิตประกอบด้วยทุกขั้นตอนการผลิต คือ
1. พันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์
พันธุ์ข้าวที่ใช้ตามความต้องการของผู้บริโภค คือ ช่อเบา
เหลืองจำปา ไข่มดริ้น ช่วงหลังปี พ.ศ. 2547 มีพันธุ์ เล็บนกปัตตานี
สังข์หยด และปทุมธานี 1 ระยะแรกใช้เมล็ดพันธุ์จากศูนย์ขยายพันธุ์พืช และ
ศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่และการปลูกข้าวเพื่อทำเมล็ดพันธุ์เองบ้างในปัจจุบัน
2. การเตรียมดินและวิธีปลูก
ใช้รถแทรกเตอร์ไถเตรียมดินช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
ในนาหว่านข้าวแห้งซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 30 %
จะไถแปรโดยใช้รถไถเดินตาม หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 15 กก./ไร่
แล้วคราดกลบ ในเดือนสิงหาคม ส่วนนาดำที่ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณที่ดอน
จะตกกล้าในเดือน กรกฎาคม แล้ว ไถแปร คราดน้ำขัง
แล้วถอนกล้าข้าวมาปักดำในเดือน สิงหาคม
3. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ในเบื้องต้นมีการไถกลบตอซังข้าวในนา
นำฟางข้าวมาทำเป็นปุ๋ยหมักผสมกับปุ๋ยคอกแล้วนำกลับไปใส่ในนา
มีการเลี้ยงวัวแล้วนำมูลวัวมาซึ่งได้ผลดีในบางปีขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนต้นฤดู
การจัดการดินและใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ดังกล่าว อยู่ภายใต้แนวคิด
“รักษาสถานะความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ยั่งยืน”
4. การควบคุมน้ำและควบคุมวัชพืช
การทำนาดำช่วยควบคุมวัชพืชได้เป็นอย่างดี
แต่ในพื้นที่นาลุ่มที่วัชพืชไม่รุนแรง
สามารถทำนาหว่านข้าวแห้งช่วยลดต้นทุนค่าแรงงานได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามการดูแลคันนาเพื่อรักษาระดับน้ำขังในนาให้พอดีกับการเจริญเติบโตของข้าว
ก็เป็นการควบคุมวัชพืชอย่างได้ผล รวมทั้งมีผลต่อความแข็งแรงของต้นข้าวด้วย
5. การป้องกันกำจัดศัตรูข้าว
ศัตรูข้าวที่สำคัญในพื้นที่นี้ คือ
ในระยะแรกของการเจริญเติบโตของข้าว ปู และหอยเชอรี่
ซึ่งเกษตรกรแก้ไขโดยการลดระดับน้ำในนา จับมาบริโภคหรือทำน้ำหมักชีวภาพ
ในระยะข้าวแตกกอมีหนอนกอทำลายรุนแรงในบางปี ซึ่งยังไม่มีการป้องกันกำจัด
อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตพบว่า ต้นข้าวอินทรีย์ที่ไม่ได้รับปุ๋ยเคมี
มีความแข็งแรงและทนทานต่อโรคไหม้ได้ดีกว่าข้าวที่ใส่ปุ๋ยเคมี
ข้าวที่ปลูกแบบหว่านข้าวแห้งมีการทำลายของแมลงบั่วน้อยกว่าข้าวนาดำ
6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยว
คุณภาพของข้าวได้รับผลกระทบจากขั้นตอนนี้มาก
โดยเฉพาะจากการตกของฝนช่วงก่อน – หลังการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม
การจัดการแบบดั้งเดิมก็ใช้ได้ผลดี คือ
ระบายน้ำออกนาให้แห้งพอดีในช่วงที่ข้าวสุกแก่
ใช้คนเก็บเกี่ยวแล้วตากสุ่มซัง 3-4 วัน
หลังจากนั้นนำมารวมกองไว้รอคนนวดหรือใช้เครื่องนวด กองไว้ได้นานกว่า 30 วัน
โดยข้าวยังคงมีคุณภาพดี
การใช้เครื่องนวดข้าวจะต้องระวังกรณีที่เปลี่ยนจากพันธุ์ข้าว
เพราะจะเกิดการปนของข้าวที่ติดอยู่ในเครื่องนวด
จึงต้องเป่าหรือล้างทำความสะอาดเครื่องนวดก่อน
ข้าวเปลือกที่ได้จะมีความชื้นเฉลี่ย 13-15 % ตามมาตรฐาน
นำไปเก็บรักษาในยุ้งฉางหรือใส่กระสอบป่านที่ทำความสะอาดและคัดชิ้นส่วนข้าวที่ติดมากับกระสอบเดิมแล้ว
7. ระบบพืช/ระบบเกษตร
ยังไม่มีการพัฒนาในด้านระบบพืช เนื่องจากเป็นพื้นที่นาน้ำฝน
ทำให้การปลูกพืชฤดูแล้งทำได้ยาก จึงไม่มีเพียงพืชก่อนนา
พื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวส่วนใหญ่จะปล่อยสัตว์เลี้ยง คือ วัว
เข้าไปกินหญ้าและฟางข้าวเป็นอาหาร