ข้อมูลจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี
1. พันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์
พ.ศ. 2540-44 ใช้พันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด คือ ขาวดอกมะลิ
105 ช่วงหลังปี พ.ศ. 2545-47 มีพันธุ์ข้าวหอมที่ไม่ไวต่อช่วงแสง ร่วมด้วย
หลายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวหอมสุพรรณบุรี ข้าวหอมคลองหลวง1 และ ปทุมธานี1
รวมทั้งข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง
ที่ผ่านการทดสอบว่ามีศักยภาพในการผลิตเป็นข้าวอินทรีย์ ได้แก่
ข้าวพันธุ์พิษณุโลก2
2. การเตรียมดินและวิธีปลูก
ใช้รถแทรกเตอร์ไถดะ ไถแปร คราด ทำเทือก ข้าวขาวดอกมะลิ105
ปลูกโดยวิธีปักดำ ระยะปักดำ 25x25 เซนติเมตร ตกกล้า
โดยวิธีตกกล้าเทือกอัตราเมล็ดพันธุ์ 50 กรัมต่อตารางเมตร อายุกล้า 25-30
วัน ปักดำ 3 ต้นต่อกอ ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม
อัตราเมล็ดพันธุ์ 20 กิโลกรัมต่อไร่
3. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ทำการไถกลบฟางข้าว อัตรา ประมาณ 2 ตันต่อไร่
ร่วมกับการใส่ปุ๋ยคอก จากมูลไก่ อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ หรือ มูลวัว
อัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ระยะ3-4 สัปดาห์ ก่อนหว่าน หรือ ปักดำข้าว
และในพื้นที่ดินเปรี้ยว มีการใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟต อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ 3
ปีต่อครั้ง
4. การควบคุมน้ำและควบคุมวัชพืช
การทำนาดำช่วยควบคุมวัชพืชได้เป็นอย่างดี สำหรับนาหว่าน
ยังมีปัญหาในการควบคุมวัชพืช การใช้แรงงานถอนวัชพืช
ทำให้สิ้นเปลืองเวลาและแรงงาน ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิต
5. การป้องกันกำจัดศัตรูข้าว
ในระยะแรกของการเจริญเติบโตของข้าว มักมีเพลี้ยไฟเข้าทำลาย
หลังจากนั้นอาจมีหนอนห่อใบ หรือหนอนกอ เข้าทำลาย เป็นครั้งคราว
การป้องกันกำจัด ใช้สารสกัดสะเดา ฉีดพ่น
6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยว
ระบายน้ำออกนาให้แห้งพอดีในช่วงที่ข้าวสุกแก่ ใช้คนเก็บเกี่ยว
นำมาตาก 3-4 วัน นวดเครื่องนวดข้าว ข้าวเปลือกที่ได้จะมีความชื้นเฉลี่ย
13-15 % ตามมาตรฐาน นำไปเก็บรักษา โดยใส่กระสอบป่านที่ทำความสะอาด
และคัดชิ้นส่วนข้าวที่ติดมากับกระสอบเดิมแล้ว