ข้าวที่เก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม เมล็ดมีความชื้นประมาณ 20-25%
เมื่อนำข้าวเปลือกมากองรวมกัน เนื่องจากเมล็ดมีการหายใจ
จะทำให้กองข้าวมีอุณหภูมิสูงขึ้น
เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ต่างๆ มีผลทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ
เช่น เกิดข้าวเน่า ข้าวบูด ข้าวเหลือง ข้าวมีคุณภาพการสีต่ำ
เมล็ดพันธุ์เสื่อมความงอกเร็ว
จึงต้องทำการลดความชื้นของเมล็ดข้าวให้เหลือประมาณ 14%
สำหรับการเก็บข้าวไว้นาน 2-3 เดือน แต่ถ้าเก็บนานเกินกว่า 3 เดือน
ควรลดความชื้นเมล็ดให้เหลือต่ำกว่า 12%
การลดความชื้น ทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้แสงอาทิตย์ และการใช้เครื่องอบ
- การใช้แสงอาทิตย์
- การใช้เครื่องอบ
การใช้แสงอาทิตย์ เป็นแหล่งความร้อน
โดยมีการเคลื่อนที่ของอากาศเป็นตัวช่วยพาความชื้นออกจากเมล็ด
ทำให้ความชื้นของเมล็ดลดลง เป็นวิธีการที่ประหยัด ไม่ยุ่งยาก
แต่มีข้อเสียคือ ต้องใช้แรงงานและพื้นที่ในการตาก
และไม่สามารถควบคุมคุณภาพข้าวได้
: การตากข้าวในนา ทำให้เกิดการสูญเสีย ทั้งน้ำหนัก และคุณภาพข้าว
เนื่องจากเกิดการร่วงหล่นขณะตาก ขนย้าย และถูก นก หนู เข้าทำลาย
ส่วนการสูญเสียคุณภาพ ในตอนกลางวันข้าวได้รับอุณหภูมิสูงจากแสงแดด
ความชื้นของเมล็ดลดลง ในช่วงกลางคืน อุณหภูมิลดต่ำลง
ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศสูงขึ้น ข้าวจึงดูดความชื้นกลับเข้าไปอีกครั้ง
การเปลี่ยนแปลงความชื้นภายในเมล็ดข้าว แห้งและชื้นสลับกัน
ทำให้เกิดการร้าวในเมล็ด นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อม เช่น
ข้าวเปียกน้ำค้างในเวลากลางคืน หรือเปียกฝนในระหว่างการตาก
ทำให้ข้าวเกิดรอยร้าวในเมล็ดเช่นเดียวกัน เมื่อนำข้าวไปนวดหรือสี
จึงเกิดการแตกหัก คุณภาพการสีลดลง

: การตากลาน ปัจจุบันการใช้รถเกี่ยวนวด
ทำให้เกษตรกรขายข้าวสด(ชื้น)ให้พ่อค้าทันที
ดังนั้นภาระในการลดความชื้นจึงอยู่ที่พ่อค้า หรือโรงสี
แต่เกษตรกรบางกลุ่มยังคงตากข้าวลดความชื้นเอง
หรือเพื่อเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์ ซึ่งการตากข้าวบนลานมีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้
1. ทำความสะอาดลานตาก ควรมีวัสดุสะอาดและแห้งรองรับเมล็ด
เช่นผ้าใบหรือเสื่อที่สานด้วยไม้ไผ่ ฯลฯ
ไม่ควรตากกับพื้นซีเมนต์หรือถนนโดยตรง
เพราะเมล็ดอาจได้รับความร้อนสูงเกินไป
2. ความหนาของกองข้าวที่ตากควรหนาประมาณ 5 – 10 ซม.
การตากหนาเกินไปจะทำให้การระบายอากาศไม่ดี ข้าวแห้งช้า การตากบางเกินไป
ทำให้อุณหภูมิข้าวสูงมีผลต่อความงอกของข้าวได้
ระหว่างการตากควรหมั่นกลับกองข้าวทุกๆ 2 ชั่วโมงหรือวันละ 4 ครั้ง
เพื่อให้ลดความชื้นได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ
3. ควรมีวัสดุคลุมกองข้าวในเวลากลางคืนเพื่อป้องกันน้ำค้างหรือฝน
4. ไม่ควรตากข้าวนานเกินไป ระยะเวลาในการตากข้าว
ขึ้นอยู่กับความชื้นเริ่มต้น ความหนาบางของข้าวขณะตาก
และความบ่อยครั้งในการกลับ ตลอดจนระดับความชื้นที่ต้องการ โดยทั่วไป
หากความชื้นลดลงเหลือประมาณ 12 – 14 % จึงหยุดตาก

- การใช้เครื่องอบ วิธีนี้มีข้อดีคือ
สามารถปฏิบัติได้ในทุกสภาวะอากาศ แม้ว่าฝนจะตกหรือมีแสงแดดน้อย
ใช้พื้นที่น้อย สามารถควบคุมการลดความชื้น ให้อยู่ในระดับตามต้องการ
สามารถควบคุมป้องกันความเสียหายต่อคุณภาพข้าวได้ แต่มีข้อเสีย คือ
ค่าใช้จ่ายสูง
