การผลิตข้าวอินทรีย์สามารถทำได้แต่เกษตรกรไม่นิยม
เนื่องจากเคยชินกับการปลูกแบบเคมี
และไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปทำความเข้าใจการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ที่ถูกต้อง
และไม่มีตลาดรองรับอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งปี 2547 ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก
จึงแนะนำเกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าวนาน้ำฝน
โดยแนะนำเทคโนโลยีที่เกษตรกรสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
1. พันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์
พันธุ์ข้าวที่ใช้ตามความต้องการของตลาด คือ ขาวดอกมะลิ 105 และ
กข15 ระยะแรกใช้เมล็ดพันธุ์จากศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก
แนะนำและฝึกอบรมการปลูกข้าวเพื่อทำเมล็ดพันธุ์ให้แก่กลุ่มเกษตรกร
2. การเตรียมดินและวิธีปลูก
ส่วนใหญ่เกษตรกรปลูกโดยวิธีหว่านข้าวแห้ง
เตรียมดินด้วยรถแทรกเตอร์ไถดะ และไถแปรในเดือนมีนาคม-เมษายน
หว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 20 กก./ไร่ แล้วคราดกลบ
วิธีหว่านน้ำตมเริ่มต้นเตรียมดินและปลูกในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม
ส่วนวิธีปักดำตกกล้าในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แล้วปักดำในเดือนกรกฎาคม-
สิงหาคม
3. การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
แนะนำให้มีการไถกลบตอซังข้าว
นำฟางข้าวมาทำเป็นปุ๋ยหมักผสมกับปุ๋ยคอกแล้วนำกลับไปใส่ในนา ด้านปุ๋ยพืชสด
แนะนำให้ปลูกโสนอัฟิกัน ถั่วเขียวและปอเทือง
หว่านเมล็ดตั้งแต่กลางเดือนเมษายน
4. การควบคุมน้ำและวัชพืช
การทำนาดำช่วยควบคุมวัชพืชได้
แต่ในพื้นที่นาลุ่มที่วัชพืชไม่รุนแรง
สามารถทำนาหว่านข้าวแห้งร่วมกับถั่วเขียวในบางปี
ช่วยลดต้นทุนค่าแรงงานได้ดี
การรักษาระดับน้ำในนาให้พอดีกับการเจริญเติบโตของข้าว
สามารถควบคุมวัชพืชได้
5. การป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว
แมลงศัตรูข้าวที่สำคัญแมลงบั่ว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
เพลี้ยจักจั่นสีเขียว หนอนห่อใบข้าว หนอนกอ หนอนม้วนใบ แมลงสิง
แนะนำให้เกษตรกรหมั่นตรวจและทำความสะอาด หากพบการระบาดให้ใช้สารสกัดจากพืช
เช่น ตะไคร้หอม สะเดาในระยะแรกของการเจริญเติบโตของข้าว มีปู และหอยเชอรี่
ซึ่งเกษตรกรแก้ไขโดยการลดระดับน้ำในนา จับมาบริโภคหรือทำน้ำหมักชีวภาพ
และใส่ต้นพืช เช่น โล่ติ้นหรือหางไหลกำจัด โรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง
โรคเมล็ดด่างที่จะรุนแรงในบางปีและไม่ป้องกันกำจัดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม
จากการสังเกตพบว่า ต้นข้าวอินทรีย์ที่ไม่ได้รับปุ๋ยเคมี
มีความแข็งแรงและทนทานต่อโรคไหม้ได้ดีกว่าข้าวที่ใส่ปุ๋ยเคมี
ข้าวที่ปลูกแบบหว่านข้าวแห้งมีการทำลายของแมลงบั่วน้อยกว่าข้าวนาดำ
รวมทั้งสังเกตเห็นการเพิ่มขึ้นของศัตรูธรรมชาติในนา เช่น แมลงปอ ด้วงเต่า
แตนเบียน เป็นต้น
6. การจัดการก่อนและหลังเก็บเกี่ยว
คุณภาพของข้าวได้รับผลกระทบจากขั้นตอนนี้มาก
โดยเฉพาะจากการตกของฝนช่วงก่อน – หลังการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม
การจัดการแบบดั้งเดิมก็ใช้ได้ผลดี คือ
ระบายน้ำออกนาให้แห้งพอดีในช่วงที่ข้าวสุกแก่
ใช้คนเก็บเกี่ยวแล้วตากสุ่มซัง 3-4 วัน
หลังจากนั้นนำมารวมกองไว้รอคนนวดหรือใช้เครื่องนวด กองไว้ได้นานกว่า 30 วัน
โดยข้าวยังคงมีคุณภาพดี
การใช้เครื่องนวดข้าวจะต้องระวังกรณีที่เปลี่ยนจากข้าวเหนียวเป็นข้าวเจ้า
เพราะจะเกิดการปนของข้าวที่ติดอยู่ในเครื่องนวด
จึงต้องเป่าหรือล้างทำความสะอาดเครื่องนวดก่อน
ข้าวเปลือกที่ได้จะมีความชื้นเฉลี่ย 13-15 % ตามมาตรฐาน
นำไปเก็บรักษาในยุ้งฉางหรือใส่กระสอบป่านที่ทำความสะอาดและคัดชิ้นส่วนข้าวที่ติดมากับกระสอบเดิมแล้ว
ทั้งนี้ จะต้องติดรหัสของนาข้าวหรือของเกษตรกรที่กระสอบข้าวด้วย
ตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา
มีการปลูกข้าวอินทรีย์ในนาที่สนามบินของบริษัทบางกอกแอร์เวย์ อ.ศรีสำโรง
จ.สุโขทัย โดยปลูกข้าวสี (color rice) และข้าวขาวอินทรีย์
ส่งจำหน่ายในตลาดเฉพาะ (nitch market) ของบริษัทฯ